รู้จักโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนเกิดจากการที่กระดูกเสื่อมสภาพและเปราะบางลง เมื่อมีการพลัดตกหกล้ม หรือแม้กระทั่งการไอสามารถก่อให้เกิดกระดูกหักได้ โรคกระดูกพรุนเป็นสาเหตุสำคัญของกระดูกหัก พบได้บ่อยที่บริเวณสะโพก ข้อมือและกระดูกสันหลัง เป็นต้น

โรคกระดูกพรุนสามารถเกิดได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง ทุกเชื้อชาติ ซึ่งผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงสุดคือผู้หญิงสูงอายุวัยหมดประจำเดือน ดังนั้นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนทุกคนควรมีการดูแลตนเองโดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะแคลเซียม และออกกำลังกายที่เหมาะกับโรค สามารถช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของกระดูก และยังช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกอีกด้วย

อาการแสดง

  1. มีอาการปวดหลังจากการร้าวหรือการทรุดของกระดูก

  2. ส่วนสูงลดลงจากการยุบตัวของกระดูก

  3. มีหลังค่อม

  4. กระดูกหักง่ายกว่าคนปกติ เช่น การเกิดกระดูกหักจากการล้มที่ไม่รุนแรง

สาเหตุ

เนื่องจากกระดูกมีการสร้างและสลายตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในวัยเด็กกระดูกจะมีการสร้างมากกว่าการสลายตัว จึงทำให้กระดูกมีความแข็งแรงและเจริญเติบโต ซึ่งการสะสมของเนื้อกระดูกจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งอายุประมาณ20ปี การสะสมของเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างช้าๆและค่อยหยุดลง หลังจากนั้นกระดูกจะมีการสลายตัวอย่างช้าๆตามอายุที่เพิ่มขึ้น และจะสลายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน

 

ปัจจัยเสี่ยง

เพศ : กระดูกพรุนมักจะเกิดในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

อายุ : อายุที่มากขึ้นจะมีโอกาสเกิดกระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุนเพิ่มขึ้น

ชาติพันธุ์ : ผู้หญิงผิวขาวหรือชาวเอเชียมีมวลกระดูกสะสมน้อยกว่าและโอกาสเกิดภาวะกระดูกพรุนมากกว่าผู้หญิงผิวคล้ำหรือดำ

พันธุกรรม : ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน มีโอกาสเกิดกระดูกพรุนหรือภาวะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนมากกว่าคนปกติ

รูปร่าง : รูปร่างเล็ก น้ำหนักตัวน้อยกว่ามาตรฐาน มีมวลกระดูกน้อย ถือเป็นความเสี่ยงของภาวะกระดูกพรุน

ระดับฮอร์โมน หากขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ทำให้เซลล์สร้างกระดูกทำงานน้อยลง แต่เซลล์สลายกระดูกเพิ่มจำนวนและทำงานมากขึ้น ผลลัพธ์คือทำให้มวลกระดูกลดลง การขาดฮอร์โมนดังกล่าวจะส่งผลกระทบมากที่สุดกับผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ส่วนในผู้ชายที่มีภาวะพร่องฮอร์โมนเพศหรือตรวจพบระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเลือดต่ำ ก็พบว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนด้วยเช่นกัน

ไทรอยด์ การหลั่งของฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป ก่อให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูก

ต่อมอื่นๆในร่างกาย เช่น ต่อมพาราไทรอยด์ และต่อมหมวกไต หากมีการทำงานมากขึ้น จะเกิดการสร้างมวลกระดูกลดลง และทำให้เกิดการสลายกระดูกมากขึ้น จึงก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุน

ปัจจัยการบริโภค

การรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมต่ำ ก่อให้เกิดการสลายกระดูกเพื่อเพิ่มระดับแคลเซียมในเลือด ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหัก

ภาวะขาดสารอาหาร ทำให้การสร้างกระดูกไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เนื้อกระดูกไม่แข็งแรง สามารถเกิดได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง

การผ่าตัดระบบทางเดินอาหาร การผ่าตัดเพื่อลดขนาดของกระเพาะอาหารหรือการผ่าตัดลำไส้ ส่งผลให้พื้นที่ในการดูดซึมสารอาหารรวมทั้งแคลเซียมลดลง

การใช้ยาสเตียรอยด์และยาอื่นๆ

มีผลกดการสร้างกระดูกใหม่ ลดการดูดซึมแคลเซียมและเร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย

โรคเรื้อรังต่าง ๆ มีปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้

  • Celiac disease (โรคเซลิแอค)

  • Inflammatory bowel disease (โรคลำไส้อักเสบ)

  • Kidney or liver disease (โรคไตหรือโรคตับ)

  • Cancer(โรคมะเร็ง)

  • Lupus (โรคไตอักเสบลูปัส)

  • Multiple myeloma (โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว)

  • Rheumatoid arthritis (โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์)

การใช้ชีวิตประจำวัน

การเคลื่อนไหวหรือการออกกำลังกาย เช่น การเดิน การวิ่ง การเต้นจะกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างกระดูกและลดการทำงานของเซลล์สลายกระดูก แต่ถ้าขาดการออกกำลังกาย ไม่ขยับร่างกายหรือขยับร่างกายน้อย เซลล์สลายกระดูกก็เพิ่มจำนวนและทำงานมากขึ้น

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เพิ่มโอกาสการเกิดโรคกระดูกพรุน

การสูบบุหรี่เป็นประจำ เพิ่มโอการเกิดโรคกระดูกพรุน

 

ภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ กระดูกหักได้ง่าย อาจทำให้เกิดความพิการ เดินไม่ได้ เคลื่อนไหวได้ลดลง ช่วยเหลือตัวเองลำบาก ในบางกรณีกระดูกสันหลังมีการยุบตัวลงมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลัง ถ้าเคลื่อนไหวหรือขยับตัวก็จะปวดมาก โดยจะสังเกตพบว่าความสูงลดลงเรื่อย ๆ หลังจะโก่งค่อมและมีอาการปวดหลังเรื้อรัง

 

การป้องกัน

ควบคุมน้ำหนักตัวอย่าให้ต่ำกว่าเกณฑ์หรือผอมจนเกินไป เพราะคนผอมจะมีมวลกระดูกน้อยและเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่าย

การรับประทานแคลเซียม ชายและหญิง อายุระหว่าง 18-50 ปี ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับในแต่ละวันคือ 1,000 -1,200 มิลลิกรัม  โดยอาจมาจากการดื่มนม การรับประทานอาหารอื่น ๆ ที่มีแคลเซียมสูง หรือรับประทานยาเม็ดแคลเซียม หากการรับประทานแคลเซียมในอาหารไม่เพียงพอ สามารถรับประทานแคลเซียมเสริมได้ อย่างไรก็ตามการรับประทานแคลเซียมในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดนิ่วในไตได้ แต่ยังไม่มีผลสรุปที่ชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แนะนำว่าสำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปี ควรรับประทานแคลเซียมไม่เกินวันละ 2000 มิลลิกรัม

วิตามินดี ช่วยเพิ่มการดูดซึมของแคลเซียมใน ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างกระดูกได้ โดยแสงแดดจะเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายสร้างวิตามินดี ดังนั้นในทุกๆวันควรจะออกไปรับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าหรือยามเย็นบ้าง แต่ถ้าต้องอยู่แต่ในที่ร่ม ไม่ถูกแสงแดด อาจรับประทานวิตามินดีเสริมวันละ 600-800 IU หรืออย่างมากที่สุดคือ 4000 IU

การออกกำลังกาย สามารถช่วยให้คุณสร้างกระดูกให้แข็งแรงและชะลอการสลายของมวลกระดูก หากเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่เด็กอย่างต่อเนื่องจะยิ่งได้รับประโยชน์มากที่สุด ในการออกกำลังกายการฝึกความแข็งแรงจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก และการออกกำลังกายที่ต้องออกแรงลงน้ำหนัก  เช่นการเดินการวิ่งออกกำลังกาย, วิ่ง, เดินขึ้นบันได กระโดดเชือก หรือแม้กระทั่งการว่ายน้ำ หรือการปั่นจักรยานจาน หรือการออกกำลังกายด้วยเครื่องเล่นต่างๆ ทำให้การไหลเวียนสูบฉีดเลือดได้ดี และส่งผลให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรงอีกด้วย

Visitors: 7,885